ค่า Kโยธาไทย

ค่า K คิดอย่างไร

อธิบายวิธีคิดทีละขั้นพร้อมตัวอย่างที่คำนวณเสร็จแล้ว ให้เห็นว่าตัวเลขแต่ละตัวมาจากไหน และจุดที่พลาดแล้วเงินเพี้ยน


ภาพรวม: ค่า K มาจากอะไร

ตอนประมูล ผู้รับจ้างเสนอราคาโดยอิงราคาวัสดุ ณ เดือนที่เปิดซองประกวดราคา พอทำงานจริงไปอีกหลายเดือน ราคาวัสดุอาจขึ้นหรือลงไปแล้ว ค่า K คือตัวเลขที่ใช้ตอบว่า “ราคาวัสดุตอนส่งงานงวดนี้ เปลี่ยนไปจากตอนเปิดซองกี่เปอร์เซ็นต์” แล้วเอาตัวเลขนั้นไปปรับค่างานของงวดนั้น

P = Pₒ × K

P = ราคาค่างานที่ต้องจ่ายจริง · Pₒ = ราคาค่างานตามสัญญา · K = ตัวคูณปรับราคา (ESCALATION FACTOR) ที่หักด้วย 4% เมื่อต้องเพิ่มค่างาน หรือบวกเพิ่ม 4% เมื่อต้องเรียกค่างานคืน

ตัวเลขที่เอามาเทียบคือ ดัชนีราคาของกระทรวงพาณิชย์ ฐานปี 2530 = 100 โดยเทียบดัชนี 2 เดือน

  • เดือนฐาน (ตัวห้อย o) = เดือนที่ เปิดซองประกวดราคา ไม่ใช่เดือนที่เซ็นสัญญา (ผิดกันบ่อยมาก)
  • เดือนส่งงาน (ตัวห้อย t) = เดือนที่ ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงาน ไม่ใช่เดือนที่คณะกรรมการตรวจรับงาน

สูตรแต่ละประเภทงานประกอบด้วย ค่าคงที่ (ตัวเลขตัวแรก เช่น 0.25 ของงานอาคาร) บวกกับพจน์ของดัชนีแต่ละตัวที่มี สัมประสิทธิ์ นำหน้า และสัมประสิทธิ์ทุกตัวรวมกับค่าคงที่แล้วต้องได้ 1.000 พอดีเสมอ — ใช้ข้อนี้ตรวจได้ว่าลอกสูตรมาถูกหรือไม่

ดัชนีต้องดึงจากกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น ห้ามคำนวณเอง

ระเบียบกำหนดให้ใช้ดัชนีของกระทรวงพาณิชย์ (กองสารสนเทศและดัชนีเศรษฐกิจการค้า สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า) เท่านั้น คำนวณดัชนีขึ้นเองได้แต่ไม่มีกฎหมายรองรับและนำมาขอเงินชดเชยไม่ได้

อีกข้อ: กระทรวงพาณิชย์เคยแจ้งแก้ไขดัชนีย้อนหลัง มีกรณีจริงที่ใช้ตัวเลขเก่าแล้วได้ K = 1.052 ต้องจ่ายเงินชดเชย แต่พอใช้ตัวที่แก้ไขแล้วได้ K = 1.039 ซึ่งไม่เกิน 4% จึงไม่ต้องจ่ายเลย ให้ใช้ฉบับล่าสุดที่ปรับปรุงแล้วเสมอ ดึงได้ที่ app.yotathai.com/k (แท็บ “เลือกเดือนอิสระ” → “ดึงตารางดัชนี” → “คัดลอกตารางไปให้ AI”) และไฟล์ที่พิมพ์ออกมาใช้แนบเป็นหลักฐาน “สำเนาดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง” ตามที่ ว 24 / ว 85 กำหนดได้ด้วย

ขั้นตอนคำนวณ 5 ขั้น ตามมติ ครม. ว 109 หมวด ค

ลำดับสำคัญพอ ๆ กับตัวเลข — ทำสลับขั้นแล้วผลลัพธ์ต่างกันจริง

  1. 1

    หารเลขสัมพันธ์ให้เสร็จก่อน แล้วตัดเหลือ 3 ตำแหน่ง

    เลขสัมพันธ์คือการเอาดัชนีของเดือนส่งงานหารด้วยดัชนีของเดือนฐาน ทีละตัว เช่น It/Io, Ct/Co, Mt/Mo ทำให้เสร็จทุกพจน์ก่อน แล้วตัดทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ทิ้งทันที

    ห้ามเอาสัมประสิทธิ์ไปคูณดัชนีก่อนหาร เช่น 0.15 × 277.6 แล้วค่อยหาร 277.2 — ผิดลำดับตามมติ ครม.

  2. 2

    เอาผลหารที่ตัดแล้วไปคูณสัมประสิทธิ์ แล้วตัดอีกครั้ง

    ตัวเลขหน้าเลขสัมพันธ์ในสูตร (เช่น 0.15 หน้า It/Io) คือสัมประสิทธิ์ คูณแล้วได้ผลลัพธ์เท่าไร ให้ตัดเหลือ 3 ตำแหน่งอีกรอบหนึ่ง

    นี่คือจังหวะตัดที่คนลืมกันมากที่สุด ตัดแค่ตอนหารแล้วปล่อยยาวจนจบ ผลจะไม่ตรงกับที่ราชการตรวจ

  3. 3

    บวกทุกพจน์เข้ากับค่าคงที่ ได้ค่า K

    ค่าคงที่คือเลขตัวแรกของสูตร (เช่น 0.25 ของงานอาคาร) บวกกับผลลัพธ์ของทุกพจน์ที่ตัดแล้ว ได้ค่า K ทศนิยม 3 ตำแหน่ง

    ตรวจผลบวกด้วยวิธีที่สองเสมอ (ดูหัวข้อ “ตรวจผลบวกด้วยวิธีที่สอง” ข้างล่าง) การไล่บวกซ้ำด้วยวิธีเดิมไม่ใช่การตรวจสอบ

  4. 4

    เอาค่า K เข้าเกณฑ์ 4% (หรือ 2% ตามมาตรการปี 2569)

    ถ้าค่า K อยู่ระหว่าง 0.960 ถึง 1.040 ไม่มีการปรับราคาเลย เกินกว่านั้นให้คิดเฉพาะส่วนที่เกิน ไม่ใช่คิดทั้งก้อน — งวดที่ส่งมอบระหว่าง 28 ก.พ. – 30 ก.ย. 2569 ใช้เกณฑ์ 0.980 / 1.020 แทน

  5. 5

    คูณส่วนต่างด้วยค่างานของงวดที่อยู่ในข่าย

    ค่างานที่ใช้คูณคือค่างานตามสัญญาซึ่งรวม Factor F อยู่แล้ว หลังหักรายการที่ไม่อยู่ในข่ายออก ไม่ต้องหัก VAT และไม่ต้องหักเงินล่วงหน้าออกก่อน

    ห้ามเอา Factor F มาบวกซ้ำอีกรอบหลังคำนวณเงินเพิ่ม — เคยมีกรณีจริงที่บวกซ้ำแล้วได้ 1,525,865.74 บาท ทั้งที่ที่ถูกคือ 1,296,402.50 บาท

กับดักทศนิยม — ตัดทิ้ง ไม่ใช่ปัดเศษ และต้องตัดสองจังหวะ

มติ ครม. ว 109 หมวด ค ข้อ 3 เขียนไว้ประโยคเดียวแต่บังคับสามเรื่องพร้อมกัน: ให้ใช้เลขทศนิยม 3 ตำแหน่งทุกขั้นตอนโดยไม่มีการปัดเศษ และให้ ทำเลขสัมพันธ์ให้เป็นผลสำเร็จก่อน แล้วจึงนำผลลัพธ์ไปคูณกับตัวเลขคงที่หน้าเลขสัมพันธ์นั้น

  • ตัดตำแหน่งที่ 4 ทิ้งเสมอ ไม่ปัดเศษ — 1.0052406 เป็น 1.005 ไม่ใช่ 1.005 ที่มาจากการปัด และ 0.10050 เป็น 0.100 ไม่ใช่ 0.101
  • คำว่า “ทุกขั้นตอน” คือหัวใจ — ไม่ได้แปลว่าตัดครั้งเดียวตอนได้ค่า K แต่ตัดทุกจังหวะที่เกิดทศนิยมขึ้นมา คือหลังหารหนึ่งครั้ง และหลังคูณสัมประสิทธิ์อีกหนึ่งครั้ง รวมเป็น สองจังหวะต่อหนึ่งพจน์
  • ห้ามคำนวณรวดเดียวทั้งสูตรแล้วตัดตอนจบ — ค่า K จะต่างไป 0.001–0.003 ซึ่งคูณกับค่างานหลักล้านบาทกลายเป็นเงินหลักพันถึงหลักหมื่น และตัวเลขที่ไม่ตรงกับที่ผู้ตรวจสอบคำนวณได้ คือเหตุให้ตีเรื่องกลับมาแก้

ตัวอย่างที่คำนวณเสร็จแล้ว — งานอาคาร

สูตร (งานอาคาร): K = 0.25 + 0.15 It/Io + 0.10 Ct/Co + 0.40 Mt/Mo + 0.10 St/So

เดือนฐาน (เปิดซอง): เมษายน 2568 · เดือนส่งงาน: มีนาคม 2569

ดัชนีที่ใช้: I 277.2 → 277.6 · C 209.9 → 211.0 · M 320.4 → 329.5 · S 256.5 → 260.5

พจน์ผลหารจริงตัดครั้งที่ 1คูณสัมประสิทธิ์ตัดครั้งที่ 2
It/Io277.6 ÷ 277.2 = 1.0014430…1.0010.15 × 1.001 = 0.150150.150
Ct/Co211.0 ÷ 209.9 = 1.0052406…1.0050.10 × 1.005 = 0.100500.100
Mt/Mo329.5 ÷ 320.4 = 1.0284020…1.0280.40 × 1.028 = 0.411200.411
St/So260.5 ÷ 256.5 = 1.0155945…1.0150.10 × 1.015 = 0.101500.101
K = 0.250 + 0.150 + 0.100 + 0.411 + 0.101 = 1.012

ถ้าปัดเศษแทนการตัดทิ้ง จะได้ผิดเป็น 1.014

พจน์ตัดทิ้ง (ถูก)ปัดเศษ (ผิด)เพราะอะไร
It/Io0.1500.150ตรงกัน
Ct/Co0.1000.1010.10050 ถ้าปัดเศษจะขึ้นเป็น 0.101
Mt/Mo0.4110.411ตรงกัน
St/So0.1010.1021.0155945 ถ้าปัดเศษจะได้ 1.016 คูณแล้วได้ 0.1016 → 0.102
รวม1.0121.014ต่างกัน 0.002

ค่า K ของตัวอย่างนี้ (1.012) ยังอยู่ในช่วงไม่ปรับราคา ทั้งเกณฑ์ ±4% และ ±2% จึงไม่มีเงินเปลี่ยนมือ ประเด็นจึงอยู่ที่ ขนาดของความคลาดเคลื่อน — ผลต่าง 0.002 ที่เกิดจากการปัดเศษ ถ้าไปตกกับงวดที่ค่า K เลยเกณฑ์ และค่างานงวดนั้น 10,000,000 บาท เงินจะเพี้ยนไป 20,000 บาท ทันที และตัวเลขที่ไม่ตรงคือเหตุให้สำนักงบประมาณตีเรื่องกลับมาแก้ แม้ต่างกันแค่ 0.001 ก็ต้องแก้

ช่วง ±4% ที่ไม่จ่ายเพิ่มและไม่เรียกคืน

มติ ครม. ว 109 หมวด ค ข้อ 4 กำหนดให้พิจารณาเงินเพิ่มหรือลด เมื่อค่า K เปลี่ยนแปลงมากกว่า 4% ขึ้นไป และให้นำเฉพาะส่วนที่เกิน 4% มาคำนวณ ไม่ใช่คิดทั้งก้อน

ค่า K ที่ได้ผลส่วนต่างที่ใช้คูณค่างาน
K > 1.040ผู้รับจ้างได้รับเงินเพิ่มK − 1.040
0.960 ≤ K ≤ 1.040ไม่มีการปรับราคา ไม่จ่ายและไม่เรียกคืน
K < 0.960ผู้ว่าจ้างเรียกเงินคืนK − 0.960 (ค่าติดลบ)

ส่วนต่างนี้หักจากเลข 3 ตำแหน่งที่ได้มาตรง ๆ ไม่ต้องตัดหรือปัดซ้ำอีก เช่นตัวอย่างในคู่มือ 1.221 − 1.040 = 0.181 · 1.436 − 1.040 = 0.396 · 1.356 − 1.040 = 0.316 แล้วเอาส่วนต่างคูณค่างานของงวดที่อยู่ในข่าย เช่น 0.088 × 1,015,000 = 89,320.00 บาท

งวดที่ส่งมอบระหว่าง 28 ก.พ. – 30 ก.ย. 2569 ใช้เกณฑ์ 0.980 / 1.020 แทนตามมาตรการผ่อนผันปี 2569 วิธีจัดการทศนิยมยังเหมือนเดิมทุกประการ และเพราะเกณฑ์ผูกกับ วันส่งมอบงวดงาน ไม่ใช่วันเซ็นสัญญา สัญญาเดียวจึงมักมีทั้งงวดที่ใช้ 2% และงวดที่ใช้ 4% ปนกัน ต้องแยกคำนวณรายงวดเสมอ — รายละเอียดอยู่ที่ หน้ามาตรการ 2569

ตรวจผลบวกด้วยวิธีที่สอง — ห้ามข้าม

การไล่บวกซ้ำด้วยวิธีเดิมไม่ใช่การตรวจสอบ คนเราบวกผิดซ้ำทางเดิมได้เสมอ (เคยทดสอบแล้วพบว่าเครื่องมือ AI ก็บวกผิดซ้ำ ๆ แม้สั่งให้ตรวจทานหลายรอบ โดยตอบ 0.848 ทั้งที่คำตอบถูกคือ 0.948 — ผิดไป 0.100 ทำให้เงินเรียกคืนบนค่างาน 15 ล้านเพี้ยนจาก 180,000 บาท เป็น 1,680,000 บาท) จึงต้องตรวจด้วยวิธีที่คำนวณคนละทาง

วิธีที่ 1 — สูตรส่วนเบี่ยงเบนจาก 1.000

เพราะค่าคงที่บวกสัมประสิทธิ์ทุกตัวเท่ากับ 1.000 พอดีเสมอ จึงได้เอกลักษณ์นี้

K − 1.000 = ผลรวมของ [ สัมประสิทธิ์ × (ผลหารของพจน์นั้น − 1) ]

ตัวอย่างจากเคสงานผิวทาง ASPHALTIC CONCRETE (ค่าคงที่ 0.30) ที่เคยบวกผิด

พจน์สัมประสิทธิ์ผลหารผลหาร − 1สัมประสิทธิ์ × (ผลหาร − 1)
Mt/Mo0.100.997−0.003−0.0003
At/Ao0.400.889−0.111−0.0444
Et/Eo0.101.023+0.023+0.0023
Ft/Fo0.100.925−0.075−0.0075
รวม−0.0499

ค่า K โดยประมาณ = 1.000 − 0.0499 = 0.950 ซึ่งใกล้เคียงกับ 0.948 ที่บวกได้ → ผ่าน · ถ้าบวกแล้วได้ 0.848 จะห่างจาก 0.950 ถึง 0.102 → ไม่ผ่าน ต้องบวกใหม่ทั้งหมด

เกณฑ์ตัดสิน: ถ้าค่า K ที่บวกได้ต่างจากค่าประมาณ เกิน 0.005 แสดงว่าบวกผิด ต้องบวกใหม่ทั้งหมด อย่ายืนยันคำตอบเดิม

วิธีที่ 2 — กรอบความสมเหตุสมผล (ตรวจได้ในหัว)

ค่า K คือค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของผลหารทุกพจน์กับเลข 1.000 ที่เป็นค่าคงที่ ดังนั้น ค่า K ต้องอยู่ระหว่างผลหารที่ต่ำสุดกับผลหารที่สูงสุดของพจน์ทั้งหมดเสมอ

ในตัวอย่างข้างบน ผลหารต่ำสุดคือ 0.889 สูงสุดคือ 1.023 ดังนั้นค่า K ต้องอยู่ระหว่าง 0.889 ถึง 1.023 — ค่า 0.848 อยู่นอกกรอบนี้ จึงรู้ได้ทันทีว่าผิด โดยไม่ต้องบวกซ้ำเลย

ทำใน Excel ให้ถูกต้อง

สมมติ It อยู่ B2 · Io อยู่ C2 · สัมประสิทธิ์ 0.15 อยู่ A2 · ผลจากจังหวะที่ 1 อยู่ D2 · ผลของแต่ละพจน์อยู่ E2 ถึง E5

จังหวะที่ 1 (ผลหาร)       =TRUNC(B2/C2, 3)
จังหวะที่ 2 (คูณแล้วตัด)   =TRUNC(A2 * D2, 3)
ค่า K                     =0.25 + E2 + E3 + E4 + E5
ส่วนต่าง (เกณฑ์ 4%)       =IF(K>1.04, K-1.04, IF(K<0.96, K-0.96, 0))
เงินชดเชย                 =ส่วนต่าง * ค่างานที่อยู่ในข่าย
  • ต้องใส่ ROUNDDOWN หรือ TRUNC พร้อมระบุ 3 ตำแหน่ง ในทุกเซลล์ที่เกิดทศนิยม สำหรับเลขบวกซึ่งเป็นกรณีทั้งหมดของค่า K สองฟังก์ชันนี้ให้ผลเหมือนกัน ใช้ตัวไหนก็ได้
  • ห้ามใช้ ROUND เพราะเป็นการปัดเศษ ซึ่งมติ ครม. ห้ามไว้ชัดเจน
  • ห้ามใช้ปุ่มลดทศนิยมบนแถบเครื่องมือ ปุ่มนั้นซ่อนแค่การแสดงผล ค่าเบื้องหลังยังเป็นเลขเต็ม พอเอาไปบวกกันผลรวมจึงเพี้ยนโดยที่หน้าจอดูเหมือนถูกทุกช่อง

กับดักที่พบบ่อย

กับดักผลที่เกิด
คำนวณรวดเดียวทั้งสูตรในเครื่องคิดเลข แล้วค่อยตัดตอนจบค่า K เพี้ยน 0.001–0.003 ซึ่งบนค่างานหลักล้านคือเงินหลักพันถึงหลักหมื่น
ปัดเศษแทนการตัดทิ้งค่า K สูงเกินจริง เบิกเกิน แล้วถูกเรียกคืนภายหลัง
คูณก่อนหาร เช่น 0.15 × 277.6 แล้วค่อยหาร 277.2ผิดลำดับตามมติ ครม. ว 109 หมวด ค ข้อ 3
ใช้ ROUND ใน Excelปัดเศษโดยไม่ตั้งใจ ต้องใช้ ROUNDDOWN หรือ TRUNC แทน
กดปุ่มลดทศนิยมบนแถบเครื่องมือ Excelซ่อนแค่การแสดงผล เบื้องหลังยังเป็นเลขเต็ม ผลรวมเพี้ยนโดยไม่รู้ตัว
ตัดเหลือ 2 ตำแหน่ง หรือใช้ 4 ตำแหน่งไม่ตรงข้อกำหนด เอกสารถูกตีกลับ
ตัดค่าดัชนีต้นทางก่อนหารดัชนีของกระทรวงพาณิชย์มีทศนิยม 1 ตำแหน่งอยู่แล้ว ให้ใช้ตามที่ประกาศ ห้ามปรับเอง

ส่งงานล่าช้าเพราะความผิดของผู้รับจ้าง — ยังไม่ยุติ

มติ ครม. ว 109 หมวด ค ข้อ 5 กำหนดให้เปรียบเทียบค่า K ดิบ (ก่อนหักเกณฑ์) ของเดือนสุดท้ายตามอายุสัญญา กับเดือนที่ส่งมอบงานจริง แล้วใช้ค่า K ตัวที่น้อยกว่า แต่คู่มือของสำนักงบประมาณ บทที่ 4 ข้อ 3.5 เขียนอีกทางหนึ่งว่าให้ใช้ค่าที่น้อยกว่ากรณีจ่ายเพิ่ม และใช้ค่าที่มากกว่ากรณีเรียกเงินคืน ซึ่งขาเรียกคืนให้ผลตรงข้ามกัน

แนวที่ควรยึดคือ ค่า K ที่น้อยกว่า ตามตัวบท ว 109 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ แต่ถ้าเคสเป็นขาเรียกเงินคืน ควรทำหนังสือหารือสำนักงบประมาณก่อนออกหนังสือเรียกเงินคืน เพราะผลต่างอาจสูงถึงหลักแสนถึงล้านบาท (มีเคสค่างาน 15 ล้านที่แนวหนึ่งเรียกคืน 180,000 บาท ส่วนอีกแนวค่า K ตกในช่วงไม่ปรับราคา จึงไม่ต้องคืนเลย) — เรื่องนี้ยังไม่ยุติ อย่าเสนอว่ายุติแล้ว

คำถามที่ถามบ่อย

ค่า K ต้องใช้ทศนิยมกี่ตำแหน่ง และปัดเศษอย่างไร
ใช้ทศนิยม 3 ตำแหน่งทุกขั้นตอนโดยไม่มีการปัดเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี ว 109 หมวด ค ข้อ 3 คือตัดตำแหน่งที่ 4 ทิ้ง ไม่ใช่ปัดขึ้นหรือปัดลงตามหลักคณิตศาสตร์ และต้องตัดสองจังหวะ คือหลังหารเลขสัมพันธ์หนึ่งครั้ง และหลังคูณสัมประสิทธิ์อีกหนึ่งครั้ง
คำนวณรวดเดียวทั้งสูตรแล้วค่อยตัดทศนิยมตอนจบ ได้ผลต่างกันจริงไหม
ต่างจริง ค่า K จะเพี้ยนไปประมาณ 0.001 ถึง 0.003 ซึ่งเมื่อคูณกับค่างานหลักล้านบาทจะกลายเป็นเงินหลักพันถึงหลักหมื่นบาท และตัวเลขที่ไม่ตรงกับที่ผู้ตรวจสอบคำนวณได้ เป็นเหตุให้ตีเรื่องกลับมาแก้
ใน Excel ควรใช้สูตรอะไรจึงจะตรงตามมติคณะรัฐมนตรี
ใช้ ROUNDDOWN หรือ TRUNC โดยระบุ 3 ตำแหน่งในทุกเซลล์ที่เกิดทศนิยม เช่น =TRUNC(B2/C2,3) สำหรับผลหาร และ =TRUNC(A2*D2,3) สำหรับผลคูณ ห้ามใช้ ROUND เพราะเป็นการปัดเศษ และห้ามใช้ปุ่มลดทศนิยมบนแถบเครื่องมือ เพราะซ่อนแค่การแสดงผล ค่าเบื้องหลังยังเป็นเลขเต็ม
ค่า K เท่าไรจึงจะได้เงินเพิ่ม
ตามเกณฑ์ปกติ ค่า K ต้องมากกว่า 1.040 จึงได้เงินเพิ่ม โดยคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 1.040 และถ้าค่า K น้อยกว่า 0.960 ผู้ว่าจ้างต้องเรียกเงินคืนเฉพาะส่วนที่ต่ำกว่า 0.960 ถ้าค่า K อยู่ระหว่าง 0.960 ถึง 1.040 ไม่มีการปรับราคา ส่วนงวดที่ส่งมอบระหว่าง 28 กุมภาพันธ์ ถึง 30 กันยายน 2569 ใช้เกณฑ์ 0.980 และ 1.020 ตามมาตรการผ่อนผันปี 2569

แล้วต้องทำอะไรต่อ