ค่า Kโยธาไทย

มาตรการช่วยเหลือ ปี 2569

ปีนี้รัฐผ่อนเกณฑ์ค่า K ให้ชั่วคราว งานที่เดิมไม่ได้เงินสักบาทอาจได้ แต่มีเส้นตายและมีกับดักที่ทำให้เสียสิทธิทั้งสัญญา หน้านี้อธิบายตั้งแต่ต้น


เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร

ช่วงต้นปี 2569 ราคาวัสดุก่อสร้างขยับขึ้นแรงจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผู้รับจ้างที่เซ็นสัญญาไว้ก่อนหน้านั้นต้องซื้อของแพงขึ้นโดยที่ราคาค่าจ้างในสัญญาเท่าเดิม

ตามปกติสัญญาแบบปรับราคาได้มีกลไกค่า K ช่วยอยู่แล้ว แต่กลไกนี้มี เกณฑ์ขั้นต่ำ 4% คือราคาต้องขยับเกิน 4% ถึงจะได้เงินเพิ่ม (ค่า K เกิน 1.040) งวดงานที่ราคาขยับ 2–3% จึงไม่ได้อะไรเลยทั้งที่ผู้รับจ้างขาดทุนจริง

คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ผ่อนผันวิธีคำนวณค่า K เป็นการชั่วคราว นี่คือที่มาของหนังสือ 3 ฉบับที่คนพูดถึงกันคือ ว 220 ว 190 และ ว 233

มาตรการนี้ชั่วคราว และมีกรอบเวลาแคบมาก

ผ่อนผันเฉพาะงวดงานที่ส่งมอบ หรือสัญญาที่ลงนาม ใน ช่วง 28 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 30 กันยายน 2569 เท่านั้น งวดที่ส่งมอบตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป กลับไปใช้ ±4% ตามปกติ

และต่อให้เข้าเงื่อนไขทุกอย่าง ถ้าไม่ยื่นหนังสือขอภายใน 29 ธันวาคม 2569 ก็ถือว่าสละสิทธิตามมาตรการนี้

มาตรการให้อะไร มี 2 เรื่อง ไม่เกี่ยวกัน

หลายคนอ่านแล้วจำได้แค่ว่า “ลดเหลือ 2%” แต่จริง ๆ มี 2 เรื่อง และใช้คนละเงื่อนไขเวลา สัญญาของคุณอาจเข้าเรื่องเดียว เข้าทั้งสองเรื่อง หรือไม่เข้าเลยก็ได้

เรื่องที่ 1

หักในอัตรา ±2% แทน ±4%

เกณฑ์เปลี่ยนจาก 1.040 / 0.960 เป็น 1.020 / 0.980

  • ถ้า K มากกว่า 1.020 → เงินเพิ่ม = ค่างาน × (K − 1.020)
  • ถ้า K น้อยกว่า 0.980 → เรียกเงินคืน = ค่างาน × (K − 0.980)
  • ถ้า K อยู่ระหว่าง 0.980 ถึง 1.020 → ไม่ปรับราคา

ใช้กับ: งวดงานที่ ส่งมอบ ระหว่าง 28 ก.พ. 2569 ถึง 30 ก.ย. 2569

เป็นเรื่องรายงวด สัญญาเดียวจึงมีทั้งงวดที่คิด 2% และงวดที่คิด 4% ปนกันได้

เรื่องที่ 2

เปลี่ยนเดือนฐานที่ใช้เทียบดัชนี

ปกติเทียบดัชนีกับ เดือนเปิดซองประกวดราคา มาตรการนี้ให้เปลี่ยนไปใช้ ดัชนี ณ เดือนที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบราคากลาง แทน

ใช้กับ: สัญญาที่ ลงนาม ตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 ถึง 30 ก.ย. 2569

เป็นเรื่องของทั้งสัญญา ไม่ใช่รายงวด ดูวันเดียวคือวันลงนามในสัญญา

สัญญาที่เข้าทั้งสองเรื่อง ให้ทำทั้งสองอย่าง

สัญญาที่ลงนามในช่วง 28 ก.พ. – 30 ก.ย. 2569 และมีบางงวดส่งมอบในช่วงเดียวกันด้วย เข้าทั้งเรื่องที่ 1 และเรื่องที่ 2 ตามที่ ว 190 กำหนดไว้ชัดเจน

วิธีบันทึกในโปรแกรม CUCEM-K version 3.0 ตามที่ ว 190 ซักซ้อมไว้ คือเรื่องที่ 1 ให้บันทึกข้อมูลตามปกติ แล้วดาวน์โหลดรายงานสรุปผลเป็นไฟล์ Excel จากนั้นปรับแก้ช่อง “หัก 4% ชดเชย” เอง เฉพาะงวดที่อยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนเรื่องที่ 2 ให้บันทึกวันที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบราคากลาง ลงในช่อง “วันเปิดซองประกวดราคา”

เทียบ 3 ฉบับในตารางเดียว

ทั้งสามฉบับเป็นเรื่องเดียวกัน แค่คนละหน้าที่ ไม่ใช่มาตรการคนละชุด

ฉบับลงวันที่ทำหน้าที่อะไรสาระสำคัญ
ว 22021 พฤษภาคม 2569แจ้งมติแจ้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นี่คือฉบับที่ทำให้มาตรการเกิดขึ้น
ว 19028 พฤษภาคม 2569บอกวิธีทำซักซ้อมความเข้าใจว่าต้องคำนวณอย่างไร รวมถึงวิธีบันทึกในโปรแกรม CUCEM-K version 3.0 เวลาคนพูดถึง “สิทธิตามมาตรการ” มักหมายถึงสิทธิตามฉบับนี้
ว 23320 สิงหาคม 2569บอกเส้นตายซักซ้อมเพิ่มเติมว่า ถ้าจะใช้สิทธิตามมาตรการนี้ ต้องยื่นหนังสือถึงหน่วยงานคู่สัญญาภายใน 90 วันนับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2569 คือภายใน 29 ธันวาคม 2569 พ้นกำหนดถือว่าสละสิทธิ

ต่างกันแค่ไหน ดูเป็นตัวเงิน

สมมติค่างานของงวดหนึ่งเท่ากับ 2,000,000 บาท ตัวเลขข้างล่างนี้ใช้แสดงวิธีคิดเท่านั้น ค่า K จริงต้องคำนวณจากดัชนีของเดือนที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์เกณฑ์ปกติ ±4%เกณฑ์ผ่อนผัน ±2%
ส่งมอบ 15 มิ.ย. 2569 · K = 1.035ไม่ถึง 1.040 → ไม่ได้อะไรเลย(1.035 − 1.020) × 2,000,000 = 30,000 บาท
ส่งมอบ 20 ส.ค. 2569 · K = 1.062(1.062 − 1.040) × 2,000,000 = 44,000 บาท(1.062 − 1.020) × 2,000,000 = 84,000 บาทเคยขอที่ 4% ไปแล้ว → ขอเพิ่มได้เฉพาะส่วนต่าง 40,000 บาท
ส่งมอบ 5 ต.ค. 2569 · K = 1.035พ้นช่วงมาตรการแล้ว ใช้ ±4% → ไม่ถึง 1.040 → ไม่ได้อะไรเลย (ต่างจากแถวแรกที่ค่า K เท่ากันเป๊ะ เพราะคนละวันส่งมอบ)

มาตรการนี้ไม่ได้เข้าข้างผู้รับจ้างอย่างเดียว

การลดเกณฑ์เหลือ ±2% ทำให้ฝั่ง เรียกเงินคืน เข้าเงื่อนไขง่ายขึ้นด้วย

ตัวอย่าง ค่างานงวด 1,000,000 บาท ค่า K = 0.965 ถ้าใช้เกณฑ์ปกติ ±4% ยังไม่ต่ำกว่า 0.960 จึงไม่ต้องคืนเงิน แต่ถ้าเป็นงวดที่อยู่ในช่วงมาตรการ ต้องใช้เกณฑ์ 0.980 → (0.965 − 0.980) × 1,000,000 = ผู้ว่าจ้างเรียกเงินคืน 15,000 บาท

เจ้าหน้าที่พัสดุจึงต้องตรวจทั้งสองทาง ไม่ใช่ตรวจเฉพาะงวดที่ผู้รับจ้างยื่นขอเงินเพิ่ม

ความเข้าใจผิดที่เจอซ้ำตั้งแต่มาตรการปี 2551

มีคนเข้าใจว่า “หัก 2% แปลว่าค่า K ต้องอยู่ในช่วง 0.98–1.02 เท่านั้นถึงจะขอได้” ซึ่งกลับกันกับความจริง

ที่ถูกคือ ค่า K ต้อง มากกว่า 1.020 จึงจะได้เงินเพิ่ม และต้อง น้อยกว่า 0.980 จึงจะถูกเรียกเงินคืน ส่วนช่วง 0.980 ถึง 1.020 คือช่วงที่ไม่ปรับราคา

ได้สิทธิแล้วยังไม่พอ ต้องยื่นขอภายในกำหนด

มาตรการนี้ไม่ได้จ่ายเงินให้เอง ผู้รับจ้างต้อง ยื่นหนังสือถึงหน่วยงานคู่สัญญา เพื่อขอรับเงินชดเชย ว 233 กำหนดว่าต้องยื่นภายในไม่เกิน 90 วัน นับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งครบกำหนดวันที่ 29 ธันวาคม 2569 พ้นกำหนดถือว่าสละสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีนี้ และให้กลับไปปฏิบัติตามเงื่อนไขเดิมในสัญญาจ้าง คือหักในอัตรา ±4%

อย่าคิดว่ามีเวลาถึง 29 ธันวาคม 2569 เสมอไป

กำหนด 29 ธันวาคม 2569 ใช้กับ เฉพาะส่วนที่ขอตามมาตรการผ่อนผัน เท่านั้น ยังมีกำหนดอีกชุดหนึ่งคือ 90 วันนับถัดจากวันที่ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้าย ตามเงื่อนไขของสัญญา ซึ่งเป็นกำหนดของสิทธิเรียกร้องค่า K ทั้งก้อน

ถ้าส่งมอบงานงวดสุดท้ายไปแล้วและกำหนดตามสัญญาหมดก่อน 29 ธันวาคม 2569 แล้วรอยื่นถึงวันนั้น ผลคือ หมดสิทธิได้เงินเพิ่มค่า K ทั้งสัญญา ไม่ใช่เสียแค่ส่วนผ่อนผัน เพราะ ว 233 ไม่ได้ให้สิทธิใหม่ ไม่ได้เริ่มนับใหม่ที่ 30 กันยายน 2569 และไม่มีข้อความใดให้ฟื้นสิทธิที่ขาดไปแล้ว

อ่านเรื่องนาฬิกา 2 เรือนให้ครบที่หน้ากำหนดเวลา ก่อนตัดสินใจว่าจะยื่นวันไหน

ตอนนี้ต้องทำอะไร ดูจากสถานะของตัวเอง

สถานะของผู้รับจ้างต้องทำอะไร
ยังไม่ส่งมอบงานงวดสุดท้ายยื่นขอค่า K สำหรับงวดที่ส่งมอบแล้วได้ตามปกติ ไม่ต้องรอครบทุกงวด ถ้างวดใดอยู่ในช่วงมาตรการ ต้องยื่นขอรับความช่วยเหลือภายใน 29 ธ.ค. 2569 ด้วย
ส่งมอบงานงวดสุดท้ายแล้วตรวจกำหนด 90 วันนับถัดจากวันส่งมอบงวดสุดท้าย เป็นอันดับแรก แล้วยื่นให้หน่วยงานลงทะเบียนรับภายในกำหนดนั้น ห้ามรอถึง 29 ธ.ค. 2569 ถ้ากำหนดเดิมจะสิ้นสุดก่อน
เคยยื่นขอค่า K โดยหัก ±4% แล้วขอรับความช่วยเหลือได้เฉพาะ ส่วนต่าง ระหว่างหักในอัตรา ±2% กับ ±4% ตามข้อ 2 ของ ว 233
ยังไม่เคยยื่นขอค่า K เลยยื่นขอโดยหัก ±2% และ ±4% ไปในคราวเดียวกัน แต่ถ้าส่งมอบงวดสุดท้ายแล้ว ต้องไม่เกิน 90 วันนับถัดจากวันส่งมอบงวดสุดท้ายด้วย

“ยื่นทัน” นับที่วันที่หน่วยงานประทับตรารับ

ไม่ใช่วันที่ลงในหนังสือ และไม่ใช่วันที่ส่งหนังสือออกจากบริษัท ต้องเป็นวันที่หน่วยงานคู่สัญญา ลงทะเบียนและประทับตรารับหนังสือ ภายในกำหนด ยื่นเองแล้วขอสำเนาที่ประทับตรารับกลับมาเก็บไว้เสมอ

หนังสือแต่ละฉบับคืออะไร

ว 220 แจ้งมติ

หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0505/ว 220 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2569

แจ้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นี่คือฉบับที่ทำให้มาตรการเกิดขึ้น

ว 190 บอกวิธีทำ

หนังสือสำนักงบประมาณ ด่วนที่สุด ที่ นร 0719.1/ว 190 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2569

ซักซ้อมความเข้าใจว่าต้องคำนวณอย่างไร รวมถึงวิธีบันทึกในโปรแกรม CUCEM-K version 3.0 เวลาคนพูดถึง “สิทธิตามมาตรการ” มักหมายถึงสิทธิตามฉบับนี้

ว 233 บอกเส้นตาย

หนังสือสำนักงบประมาณ ด่วนที่สุด ที่ นร 0719.1/ว 233 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2569

ซักซ้อมเพิ่มเติมว่า ถ้าจะใช้สิทธิตามมาตรการนี้ ต้องยื่นหนังสือถึงหน่วยงานคู่สัญญาภายใน 90 วันนับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2569 คือภายใน 29 ธันวาคม 2569 พ้นกำหนดถือว่าสละสิทธิ

ถ้าต้องคัดลอกถ้อยคำไปใส่ในหนังสือราชการ ให้ใช้ฉบับข้อความเต็มของ ว 233 ที่ yotathai.com/passadu/w-233 ซึ่งถอดจากชั้นข้อความจริงของไฟล์ต้นฉบับ และอ้างอิงเลขหนังสือกับวันที่จากต้นฉบับเสมอ อย่าอ้างเว็บนี้

แล้วต้องทำอะไรต่อ

คำถามที่ถามกันบ่อย

มาตรการช่วยเหลือค่า K ปี 2569 ให้อะไรบ้าง

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ผ่อนผันวิธีคำนวณค่า K เป็นการชั่วคราว 2 เรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือให้หักในอัตรา ±2% แทน ±4% เฉพาะงวดงานที่ส่งมอบระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 30 กันยายน 2569 ทำให้เกณฑ์เปลี่ยนจาก 1.040/0.960 เป็น 1.020/0.980 และเรื่องที่สองคือให้ใช้ดัชนีราคา ณ เดือนที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบราคากลาง แทนเดือนเปิดซองประกวดราคา เฉพาะสัญญาที่ลงนามระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 30 กันยายน 2569

สัญญาของเราเข้ามาตรการข้อไหน ดูจากอะไร

ดูคนละวันกัน ข้อที่หนึ่งเรื่องหัก ±2% ดูจากวันส่งมอบงวดงาน จึงเป็นเรื่องรายงวด สัญญาเดียวอาจมีบางงวดใช้ 2% และบางงวดใช้ 4% ปนกัน ส่วนข้อที่สองเรื่องเปลี่ยนเดือนฐาน ดูจากวันลงนามในสัญญา จึงเป็นเรื่องของทั้งสัญญา สัญญาที่ทั้งลงนามและส่งมอบบางงวดอยู่ในช่วง 28 กุมภาพันธ์ ถึง 30 กันยายน 2569 เข้าทั้งสองข้อ ให้ทำทั้งสองข้อ

ต้องยื่นขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการนี้ภายในวันไหน

ภายในไม่เกิน 90 วันนับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2569 คือภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2569 ตามหนังสือสำนักงบประมาณ ด่วนที่สุด ที่ นร 0719.1/ว 233 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2569 พ้นกำหนดนี้ถือว่าผู้รับจ้างสละสิทธิที่จะขอรับความช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว และให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง คือกลับไปหักในอัตรา ±4%

เคยยื่นขอค่า K โดยหัก ±4% ไปแล้ว ยังขอตามมาตรการนี้ได้อีกไหม

ได้ แต่ขอได้เฉพาะส่วนต่างระหว่างการหักในอัตรา ±2% กับ ±4% ส่วนผู้รับจ้างที่ยังไม่เคยยื่นขอเลย ให้ยื่นขอรับเงินชดเชยโดยหักในอัตรา ±2% และ ±4% ไปในคราวเดียวกัน

งวดงานที่ส่งมอบตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ใช้เกณฑ์ไหน

กลับไปใช้เกณฑ์ปกติคือหักในอัตรา ±4% เพราะมาตรการผ่อนผันครอบคลุมเฉพาะงวดงานที่ส่งมอบระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 30 กันยายน 2569 เท่านั้น

ยื่นขอตามมาตรการนี้ภายใน 29 ธันวาคม 2569 แปลว่าปลอดภัยแล้วใช่ไหม

ไม่ใช่เสมอไป กำหนด 29 ธันวาคม 2569 ของ ว 233 ใช้กับส่วนที่ขอตามมาตรการผ่อนผันเท่านั้น ยังมีกำหนด 90 วันนับถัดจากวันที่ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้ายตามเงื่อนไขของสัญญาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นกำหนดของสิทธิเรียกร้องค่า K ทั้งก้อน ถ้ากำหนดตามสัญญาสิ้นสุดก่อนแล้วรอจนถึง 29 ธันวาคม 2569 จะหมดสิทธิได้เงินเพิ่มค่า K ทั้งสัญญา