ต้องยื่นขอค่า K ภายในกี่วัน
เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวในเว็บที่พลาดแล้วแก้ไม่ได้เลย คำนวณถูกทุกบาทแต่ยื่นช้าไปวันเดียวก็จบ
เลยกำหนดแล้วหมดสิทธิ ไม่มีการผ่อนผัน
เงินเพิ่มค่า K ไม่ได้จ่ายให้เองอัตโนมัติ ผู้รับจ้างต้องทำหนังสือไปขอ และต้องขอภายใน 90 วันนับถัดจากวันที่ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้าย
พ้นกำหนดนี้แล้วไม่มีสิทธิเรียกร้อง ต่อให้คำนวณถูก ต่อให้หน่วยงานเห็นใจ และต่อให้ราคาวัสดุขึ้นจริงก็ตาม เพราะเป็นเงื่อนไขของสัญญาเอง ไม่ใช่เรื่องดุลพินิจของใคร
ทำไมเรื่องวันถึงสำคัญกว่าเรื่องตัวเลข
เคสที่เสียเงินจริงส่วนใหญ่ไม่ได้เสียเพราะคำนวณผิด แต่เสียเพราะ “รองานให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ค่อยทำเรื่องทีเดียว” แล้วกว่าจะทำเรื่องเสร็จก็เลยกำหนดไปแล้ว
ถ้าคำนวณผิด ยังแก้ได้ ยื่นเพิ่มได้ ชี้แจงได้ แต่ถ้ายื่นช้า ไม่มีทางแก้เลย จึงควรตั้งวันครบกำหนดไว้ในปฏิทินตั้งแต่วันที่ส่งหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้าย
และตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นมา วันครบกำหนดไม่ได้มีชุดเดียว แต่มี 2 ชุด
นาฬิกา 2 เรือนที่เดินคนละจังหวะ
ปี 2569 มีกำหนด “90 วัน” อยู่ 2 ตัว ที่เป็นคนละเรื่องกันสนิท ชื่อเหมือนกันจนคนสับสน แต่ผลต่างกันมหาศาล
นาฬิกาเรือนที่ 1
90 วันตามสัญญา
เริ่มนับ ถัดจากวันที่ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้าย
คุม สิทธิเรียกร้องค่า K ทั้งก้อน ของสัญญานั้น ครบเมื่อไรขึ้นกับวันส่งมอบของแต่ละสัญญา จึงไม่เท่ากันสักราย
พ้นกำหนด = หมดสิทธิได้เงินเพิ่มค่า K ทั้งสัญญา
ตามเงื่อนไขของสัญญาแบบปรับราคาได้ ข้อ 4 ตามมติคณะรัฐมนตรีที่แจ้งตามหนังสือ ว 109
นาฬิกาเรือนที่ 2
90 วันตาม ว 233
เริ่มนับ ถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2569 ครบกำหนด 29 ธันวาคม 2569 ตายตัวเท่ากันทุกสัญญา
คุม เฉพาะส่วนที่ขอตามมาตรการผ่อนผัน ±2% หรือเปลี่ยนเดือนฐาน
พ้นกำหนด = สละสิทธิตามมาตรการ กลับไปใช้ ±4% ตามเงื่อนไขเดิมในสัญญา
ตามหนังสือสำนักงบประมาณ ด่วนที่สุด ที่ นร 0719.1/ว 233 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2569
| เทียบให้เห็นชัด | เรือนที่ 1 — 90 วันตามสัญญา | เรือนที่ 2 — 90 วันตาม ว 233 |
|---|---|---|
| นับจากอะไร | วันถัดจากวันที่ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้าย | วันถัดจาก 30 กันยายน 2569 |
| ครบเมื่อไร | แล้วแต่สัญญา ไม่เท่ากันสักราย | 29 ธันวาคม 2569 ตายตัวทุกสัญญา |
| ใช้กับอะไร | สิทธิเรียกร้องค่า K ทั้งหมดตามเงื่อนไขของสัญญา | เฉพาะส่วนที่ขอตามมาตรการผ่อนผัน ±2% หรือเปลี่ยนเดือนฐาน |
| พลาดแล้วเสียอะไร | เสียเงินเพิ่มค่า K ทั้งสัญญา | เสียเฉพาะส่วนผ่อนผัน ยังขอที่ ±4% ได้ตามปกติ |
| ที่มา | มติคณะรัฐมนตรีที่แจ้งตามหนังสือ ว 109 ข้อ 4 | สงป. ด่วนที่สุด ที่ นร 0719.1/ว 233 ลว. 20 ส.ค. 2569 |
ว 233 ไม่ได้ขยายกำหนด 90 วันตามสัญญา
ว 233 ไม่ได้ให้สิทธิใหม่ ไม่ได้เริ่มนับสิทธิใหม่ที่ 30 กันยายน 2569 และไม่มีข้อความใดให้ฟื้นสิทธิที่ขาดไปแล้ว เพียงกำหนดว่า ถ้าจะใช้สิทธิตามมาตรการผ่อนผัน ต้องยื่นภายใน 29 ธันวาคม 2569
ต้องรักษานาฬิกาให้ครบทั้งสองเรือน และยึดเรือนที่หมดก่อนเสมอ ถ้าส่งมอบงานงวดสุดท้ายไปแล้วและกำหนดตามสัญญาจะสิ้นสุดก่อน จะอ้าง ว 233 แล้วรอยื่นถึง 29 ธันวาคม 2569 ไม่ได้ ผลคือหมดสิทธิทั้งสัญญา ไม่ใช่เสียแค่ส่วนผ่อนผัน
เคสที่เข้าใจผิดแล้วเสียเงินจริง
เคสที่ 1 · รอ ว 233 จนหมดสิทธิทั้งสัญญา
ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้ายวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นาฬิกาเรือนที่ 1 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และครบ 90 วันในวันที่ 29 กันยายน 2569
แต่ผู้รับจ้างอ่านข่าวเรื่อง ว 233 แล้วเข้าใจว่า “รัฐขยายเวลาให้ถึง 29 ธันวาคม 2569” จึงรอทำเอกสารให้ครบก่อน แล้วยื่นในเดือนธันวาคม
ผลคือหมดสิทธิได้เงินเพิ่มค่า K ทั้งสัญญา ไม่ใช่แค่ส่วนผ่อนผัน เพราะกำหนดตามเงื่อนไขเดิมของสัญญาสิ้นสุดไปตั้งแต่ 29 กันยายน 2569 และ ว 233 ไม่มีข้อความใดให้ฟื้นสิทธิที่ขาดไปแล้ว
ทางที่ถูกคือยื่นขอค่า K ภายใน 29 กันยายน 2569 ให้ทัน โดยยื่นทั้งส่วน ±2% และ ±4% ไปในคราวเดียวกัน
เคสที่ 2 · ขอสงวนสิทธิไว้ก่อน แต่ศาลถือว่ายังไม่ได้ใช้สิทธิ
ผู้รับจ้างยื่นหนังสือ ขอสงวนสิทธิ ไว้ภายในกำหนด 90 วัน (17 พฤศจิกายน 2540) เพราะตัวเลขยังไม่พร้อม แล้วมายื่นขอเบิกจริงเมื่อ 31 มีนาคม 2541 ซึ่งพ้น 90 วันไปแล้ว
คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 3 เรื่องเสร็จที่ 607/2543 วินิจฉัยว่า การขอสงวนสิทธิไม่ใช่การใช้สิทธิ ถือว่าใช้สิทธิเมื่อพ้นกำหนดแล้ว ไม่มีสิทธิเรียกร้อง เพราะเงื่อนไขข้อ 4 ไม่ได้เปิดช่องให้สงวนสิทธิไว้ใช้ในอนาคต
ทางที่ถูกคือยื่นขอเงินเพิ่มจริงไปก่อนภายในกำหนด แม้ตัวเลขยังไม่สมบูรณ์ แล้วค่อยยื่นฉบับที่ 2 แก้ไขให้ถูกต้องภายหลัง
เคสที่ 3 · เข้าใจผิดคนละทาง เสียแค่ส่วนผ่อนผัน
อีกสัญญาหนึ่งยังก่อสร้างไม่เสร็จ ยังไม่ได้ส่งมอบงานงวดสุดท้าย แต่มีงวดที่ส่งมอบในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งเข้ามาตรการผ่อนผัน
ผู้รับจ้างคิดว่า “ยังไม่ส่งงวดสุดท้าย ยังไม่ถูกจับเวลา” จึงยังไม่ยื่นอะไรเลย จนเลยวันที่ 29 ธันวาคม 2569
ผลคือเสียเฉพาะส่วนผ่อนผัน ±2% ของงวดนั้น ส่วนสิทธิขอค่า K ตามเกณฑ์ปกติ ±4% ยังอยู่ครบ เพราะนาฬิกาเรือนที่ 1 ยังไม่เริ่มเดิน
เคสนี้เจ็บน้อยกว่าเคสที่ 1 มาก แต่ก็ยังเป็นเงินที่หายไปฟรี ๆ ทั้งที่ยื่นเพิ่มอีกฉบับเดียวก็ได้แล้ว
เรือนที่ 1 เริ่มนับวันไหนกันแน่
คำว่า “วันส่งมอบงานงวดสุดท้าย” ฟังดูชัด แต่หน้างานมีหลายกรณีที่เถียงกัน ต่อไปนี้คือแนวที่หน่วยงานกลางวินิจฉัยไว้แล้ว
| สถานการณ์ | เริ่มนับจากวันไหน |
|---|---|
| ส่งมอบงานงวดสุดท้ายตามปกติ | วันถัดจากวันที่ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้าย ไปจนถึงวันที่หน่วยงานประทับตรารับหนังสือขอเงินเพิ่ม ถ้าวันครบกำหนดตรงกับวันหยุดราชการ ให้ปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ |
| คณะกรรมการตรวจการจ้างให้กลับไปแก้แล้วส่งใหม่ | ใช้ วันที่ส่งใหม่ เช่นกรณีกรมทางหลวง ส่งงานงวดสุดท้าย 20 สิงหาคม 2541 แต่คณะกรรมการขอให้ปรับปรุงการปลูกหญ้า และส่งใหม่ 28 สิงหาคม 2541 ถือว่าวันที่ 28 สิงหาคม 2541 เป็นวันส่งมอบงานงวดสุดท้ายสงป. ที่ นร 0407/18498 ลว. 24 พ.ค. 2543 |
| ยกเลิกสัญญาก่อนส่งงานงวดสุดท้าย | นับจาก วันยกเลิกสัญญา ไม่ใช่วันที่ส่งมอบงานครั้งสุดท้ายก่อนยกเลิก |
| ยังไม่ส่งมอบงานงวดสุดท้าย | ยังไม่มีการจำกัดเวลาการขอเงินชดเชยตามเงื่อนไขของสัญญา และไม่ต้องรอให้ครบทุกงวด ส่งมอบงวดใดแล้วขอรับเงินชดเชยของงวดนั้นได้ทันที หรือทยอยขอตามที่เหมาะสม |
| ยื่นฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขฉบับแรกให้ถูกต้อง | นับ 90 วันถึงวันที่ประทับตรารับ ครั้งแรก เท่านั้น ฉบับที่ 2 ที่แก้ไขฉบับแรกให้ถูกต้อง นำมาพิจารณาได้แม้เกิน 90 วันแล้ว |
ตัวเลขยังไม่นิ่ง ไม่ใช่เหตุผลให้ยื่นช้า
ดัชนีของเดือนที่ต้องใช้อาจยังไม่ประกาศ หรือประกาศแล้วถูกแก้ไขย้อนหลังก็เกิดขึ้นได้จริง แต่เรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำให้กำหนด 90 วันขยับตาม
แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือ ยื่นขอเงินเพิ่มจริงไปก่อนภายในกำหนด แล้วค่อยยื่นฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งนำมาพิจารณาได้แม้เกิน 90 วัน ส่วนการยื่น “ขอสงวนสิทธิ” ไว้เฉย ๆ ใช้ไม่ได้ ตามเคสที่ 2 ข้างบน
“ยื่นทัน” นับที่วันที่หน่วยงานประทับตรารับ
ไม่ใช่วันที่ลงในหนังสือ ไม่ใช่วันที่ส่งหนังสือออก และไม่ใช่วันที่ประทับตราไปรษณีย์ ต้องเป็นวันที่หน่วยงานคู่สัญญา ลงทะเบียนและประทับตรารับหนังสือ ภายในกำหนด
ในทางปฏิบัติแปลว่า อย่ายื่นวันสุดท้าย และให้ขอสำเนาหน้าที่ประทับตรารับกลับมาเก็บไว้ทุกครั้ง เพราะนั่นคือหลักฐานชิ้นเดียวที่พิสูจน์ได้ว่ายื่นทัน
ตอนนี้ต้องทำอะไร ดูจากสถานะของตัวเอง
| สถานะของผู้รับจ้าง | ต้องทำอะไร |
|---|---|
| ยังไม่ส่งมอบงานงวดสุดท้าย | ยื่นขอค่า K สำหรับงวดที่ส่งมอบแล้วได้ตามปกติ ไม่ต้องรอให้ครบทุกงวด ถ้างวดนั้นเข้ามาตรการปี 2569 ต้องยื่นขอรับความช่วยเหลือภายใน 29 ธ.ค. 2569 ด้วย |
| ส่งมอบงานงวดสุดท้ายแล้ว | ตรวจกำหนด 90 วันนับถัดจากวันส่งมอบงวดสุดท้ายเป็นอันดับแรก แล้วยื่นให้หน่วยงานลงทะเบียนรับภายในกำหนดนั้น ห้ามรอถึง 29 ธ.ค. 2569 ถ้ากำหนดเดิมจะสิ้นสุดก่อน |
| เคยยื่นขอค่า K โดยหัก ±4% แล้ว | ขอรับความช่วยเหลือได้เฉพาะ ส่วนต่าง ระหว่างหักในอัตรา ±2% กับ ±4% ตามข้อ 2 ของ ว 233 |
| ยังไม่เคยยื่นขอค่า K เลย | ยื่นขอโดยหัก ±2% และ ±4% ไปพร้อมกันในคราวเดียว แต่ถ้าส่งมอบงวดสุดท้ายแล้ว การยื่นต้องไม่เกิน 90 วัน นับถัดจากวันส่งมอบงวดสุดท้ายด้วย |
รายละเอียดของมาตรการผ่อนผันว่าให้อะไรบ้าง ใช้กับสัญญาแบบไหน อ่านต่อที่หน้า มาตรการช่วยเหลือ ปี 2569
เอกสารที่ต้องยื่นพร้อมกัน
ชุดเอกสารประกอบคำขอตามหนังสือสำนักงบประมาณ ว 24 (2 พฤศจิกายน 2543) ซึ่งเป็นชุดที่ละเอียดกว่า ชุดเดิมตาม ว 85 เพราะเพิ่มดัชนีราคาและ BOQ เข้ามา
- สำเนาประกาศแจ้งความประกวดราคา พร้อมเอกสารประกวดราคาจ้าง หรือใบเสนอราคากรณีว่าจ้างวิธีอื่น
- สำเนาสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง
- สำเนาหนังสือการต่ออายุสัญญา (ถ้ามี)
- สำเนาหนังสือส่งมอบงานของผู้รับจ้าง ทุกงวดที่ขอเงินเพิ่ม
- สำเนาดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือนที่เปิดซองประกวดราคา และเดือนที่ส่งมอบงานทุกเดือนที่ขอเงินเพิ่ม
- สำเนาบัญชีรายละเอียดการก่อสร้างของผู้รับจ้าง (BOQ)
- ต้นฉบับ หนังสือที่ผู้รับจ้างขอเงินเพิ่ม พร้อมวิธีการคำนวณ
- เอกสารที่เกี่ยวข้องอื่น เช่น หนังสือตอบข้อหารือจากสำนักงบประมาณ (ถ้ามี)
- กรณีหลักฐานไม่ชัดเจน ให้ส่งสำเนาคู่ฉบับตัวจริงเพื่อประกอบการพิจารณา
จุดที่มักตกหล่นจนเรื่องถูกส่งคืน
การรับรองสำเนา ตาม สงป. ว 23 (11 ธันวาคม 2541) หน่วยงานต้องส่งรายชื่อ ตำแหน่ง และลายมือชื่อของข้าราชการระดับ 5–7 ขึ้นไป อย่างน้อย 3 คน ที่ได้รับมอบหมายให้รับรองสำเนา และถ้าเอกสารมีรอยต่อตัดแปะ ต้องประทับตราและลงนามรับรองตรงรอยต่อนั้นโดยคู่สัญญา
เอกสารไม่ครบแล้วไม่ส่งเพิ่ม สำนักงบประมาณจะแจ้งให้ส่งเพิ่ม ภายใน 15 วันทำการ ถ้าไม่ส่งภายในกำหนดจะส่งเรื่องคืน และเมื่อส่งคืนแล้วไม่ถือเป็นเรื่องสืบเนื่อง ต้องเริ่มนับเวลาใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์
แล้วต้องทำอะไรต่อ
คำถามที่ถามกันบ่อย
ต้องยื่นขอเงินเพิ่มค่า K ภายในกี่วัน นับจากวันไหน
ภายใน 90 วันนับถัดจากวันที่ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้าย จนถึงวันที่หน่วยงานประทับตรารับหนังสือขอเงินเพิ่ม ตามเงื่อนไขของสัญญาแบบปรับราคาได้ ข้อ 4 ตามมติคณะรัฐมนตรีที่แจ้งตามหนังสือ ว 109 ถ้าวันครบกำหนดตรงกับวันหยุดราชการ ให้ปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ยื่นหนังสือขอสงวนสิทธิไว้ก่อนภายใน 90 วัน แล้วค่อยยื่นขอจริงทีหลังได้ไหม
ไม่ได้ คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 3 เรื่องเสร็จที่ 607/2543 วินิจฉัยว่าหนังสือขอสงวนสิทธิไม่ใช่การใช้สิทธิ กรณีที่ยื่นขอสงวนสิทธิภายในกำหนดแต่ยื่นขอเบิกจริงเมื่อพ้น 90 วันแล้ว ถือว่าใช้สิทธิเมื่อพ้นกำหนด ไม่มีสิทธิเรียกร้อง เพราะเงื่อนไขข้อ 4 ไม่ได้เปิดช่องให้สงวนสิทธิไว้ใช้ในอนาคต
กำหนด 29 ธันวาคม 2569 ตาม ว 233 กับกำหนด 90 วันตามสัญญา ต่างกันอย่างไร
เป็นคนละเรื่องกัน กำหนด 90 วันตามสัญญาเริ่มนับถัดจากวันที่ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานงวดสุดท้าย ใช้กับสิทธิเรียกร้องค่า K ทั้งก้อน ส่วนกำหนด 29 ธันวาคม 2569 ตาม ว 233 คือ 90 วันนับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2569 ตายตัวเท่ากันทุกสัญญา และใช้เฉพาะส่วนที่ขอตามมาตรการผ่อนผัน ±2% หรือเปลี่ยนเดือนฐาน ต้องรักษาให้ครบทั้งสองกำหนด และยึดกำหนดที่หมดก่อน
ยังไม่ส่งมอบงานงวดสุดท้าย ต้องรีบยื่นขอค่า K หรือไม่
ถ้ายังไม่ส่งมอบงานงวดสุดท้าย จะไม่มีการจำกัดเวลาการขอเงินชดเชยตามเงื่อนไขของสัญญา และไม่ต้องรอให้ครบทุกงวดก่อนจึงจะขอได้ ส่งมอบงวดใดแล้วขอรับเงินชดเชยของงวดนั้นได้ทันที แต่ถ้างวดนั้นเข้ามาตรการผ่อนผันปี 2569 ยังต้องยื่นขอรับความช่วยเหลือภายใน 29 ธันวาคม 2569 อยู่ดี
ยื่นแล้วพบว่าคำนวณผิด ยื่นฉบับที่ 2 แก้ไขได้ไหม แม้เกิน 90 วันแล้ว
ได้ ให้นับ 90 วันถึงวันที่หน่วยงานประทับตรารับครั้งแรกเท่านั้น หนังสือฉบับที่ 2 ที่เป็นการแก้ไขฉบับแรกให้ถูกต้อง นำมาพิจารณาได้แม้จะยื่นเมื่อเกิน 90 วันแล้ว
ยื่นทันหมายถึงอะไร นับวันที่ลงในหนังสือได้หรือไม่
ไม่ได้ การยื่นทันหมายถึงหน่วยงานคู่สัญญาต้องลงทะเบียนและประทับตรารับหนังสือภายในกำหนด ไม่ใช่แค่ลงวันที่ในหนังสือ หรือส่งหนังสือออกภายในกำหนด